ดราก้อน เควสท์ ชน โรง

ดราก้อน เควสท์ ชน โรง

ดราก้อน เควสท์ ชน โรง

ดราก้อน เควสท์ ชน โรง ตัวละครหลักของของดราก้อนเควสต์ XI เป็นเด็กหนุ่มไม่รู้เดียงสาอายุ 16 ปี นามว่า อีเลเว่น (Eleven) ที่เติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านในบ้านนอกอันสงบสุข เมื่อจำต้องเข้ารับกระบวนการทำพิธีการเป็นผู้ใหญ่ เขาพบว่าตัวเองนั้นคือผู้กล้าที่ครั้งหนึ่งเคยได้ช่วยโลกไว้จากความมืดมิด ซึ่งได้กลับชาติมาเกิดใหม่พร้อมหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ และก็ยังพบว่าแท้จริงแล้วเขามิได้เกิดที่หมู่บ้านที่นี้ แต่ว่าลอยมาพร้อมกับแม่น้ำในคืนวันหนึ่งแล้วมีคนมาเจอเข้า ทรัพย์สมบัติเพียงแต่ชิ้นเดียวที่ประจำตัวเขามีเครื่องหมายของวงศ์สกุลอยู่อีเลเว่นจึงเริ่มเดินทางไปพบพระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรเฮลิโอดอร์ เพื่อหวังจะคลายคำถามทั้งยังเรื่องผู้กล้ารวมทั้งชาติสกุลของเขา ดรา ก้อน เควสท์ แต่อย่างไรก็แล้วแต่เมื่อเขาไปยังพระราชวัง พระเจ้าแผ่นดินกลับสั่งจับเขาในฐานะที่เขาเป็นผู้กล้า แล้วก็กล่าวหาเขาเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ความมืดมน อีเลเว่นถูกนำตัวไปขังยังตารางใต้ดินและได้ทราบจักกับเอริก โจรชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกัน เขาได้แหกคุกออกมากับเอริก และก็ตัดสินใจออกเดินทางร่วมกับผู้กล้าเพื่อออกเผชิญภัยถัดไป

รีวิว Mortal Kombat โหดเหี้ยม มัน (แอบ) ฮา

อิหยังหว่าเป็นระยะเรื่องย่อ วัวล ยัง นักสู้บนสังเวียน MMA ผู้รู้จักดีกับการต่อสู้เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงิน เขาไม่ทราบเลยว่าเขาได้ตกทอดมรดกแสนล้ำค่าบางสิ่งมา ในเวลาเดียวกันนั้น ชาง ไม้ซุง พระราชาธิราชแห่ง Outworld ก็ได้ส่งทหารที่กล้าที่สุดของเขาอย่าง ซึมซับ-ซีโร มาเพื่อตามล่าวัวล จากเรื่องราวดังกล่าวข้างต้นทำให้วัวลจะต้องเตรียมพร้อมต่อกรกับศัตรูผู้มาจาก Outworld สำหรับการต่อสู้ที่มีเดิมพันสูงที่สุดในจักรวาลเกม Mortal Kombat

เป็นเกมคอมพิวเตอร์แนวต่อสู้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความร้ายแรง และก็ถูกเพ่งเล็งในวาระที่เกิดคดีก่อความรุนแรงจากเยาวชนที่เล่นเกมมาเสมอ (เคียงคู่กับเกม GTA) แต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่าถึงผู้ดูแลรุ่นก่อนจะไม่รู้สึกชื่นชอบมันเช่นไร แต่ว่าตัวเกมนี้ก็ได้รับความชื่นชอบสูงโดยตลอดตั้งแต่แมื่อภาคแรกออกในปี 1992 จนถึงตอนนี้ก็ออกมาถึง 11 ภาคเข้าไปแล้วสำหรับคอหนังน่าจะจำได้จากการที่มันเคยทำมาเป็นหนังคนแสดงในปี 1995

ในชื่อ Mortal Kombat เป็นงานควบคุมเรื่องแรกๆของผู้กำกับ Resident Evil (2002) อย่าง พอล ดับบริว.เอส. แอนเดอร์สัน (Paul W.S. Anderson) โดยที่น่าจะติดตาคนไทยคงจะเป็นเบื้องหลังของหนังที่มาถ่ายทำในไทยแทบจะอีกทั้งเรื่อง ส่วนตัวยังจำดราม่าเรื่องประชาชนร้องเข้าวิเคราะห์กองถ่ายทำลายโบราณสถานได้อยู่เลย (แน่นอนว่าเป็นเพียงแค่ฉากที่ทำจำลองของจริงกระทั่งแยกไม่ออก)

Mortal Kombatซึ่งในฉบับหนังก็ยังคงดึงเสน่ห์แบบหนังบู๊มาเชียลอาร์ตยุค

ฌอง-คล็อด แวน แดมม์ (Jean-Claude Van Damme) อย่าง ‘Kickboxer’ ปี 1989 (ซึ่งถ่ายในไทยด้วย) ออกมาได้อย่างสมจริงสมจัง บวกพลังเหนือมนุษย์แบบแฟนตาซีที่ทำให้หนังยิ่งดูสนุกขึ้น แต่ภายหลัง ‘Mortal Kombat: Annihilation’ ภาคต่อในปี 1997 ที่สำเร็จงานเรื่องแรกของผู้กำกับ จอห์น อาร์. ลีโอเน็ตติ (John R. Leonetti) จากหนัง Annabelle (2014) หนังตระกูลต่อสู้ชุดนี้ก็เงียบหายไป

โดยเสียงร่ำร้องที่สำคัญมากๆคือควรจะมีหนังที่รุนแรงได้เรตสูงๆให้สมกับความไร้มนุษยธรรมของเกมได้แล้วการมาของ Mortal Kombat (2021) ก็เลยมีโจทย์สำคัญที่ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ของหนังอย่าง ไซมอน แมกควอยด์ (Simon McQuoid) ผู้กำกับหนังโปรโมทคนออสเตรเลีย ดราก้อน เควสท์ ชน โรง และก็หยั่งเชิงมากำกับหนังเรื่องแรก จำต้องแบกรับความมุ่งหวังมากมายไปเต็มๆและก็ส่วนตัวก็มิได้มุ่งมาดกับเรื่องราวใดๆมากเท่าไรนัก ขอแค่ฉากต่อสู้สนุกสนานๆมันๆแค่นั้นก็พร้อมเทคะแนนให้แน่ๆ

Mortal Kombatและก็ต้องกล่าวว่าหลายๆอย่างที่หนังประเคนให้มา

คงจะสาแก่ใจคอเกมพอเหมาะพอควร อีกทั้งการต่อสู้มันๆยาวๆเบื้องหลังที่เอามาจากตัวเกมหลายฉาก ตัวละครที่เลือกมาอัดกันกว่า 10 ตัว และแน่ๆท่าจบโหดเหี้ยมๆหรูๆที่หากเป็นแฟนเกมนี้จำต้องกรี๊ดกร๊าดแน่ๆแล้วก็หนังก็ใช้ความที่ตั้งดวงใจให้ได้เรตอาร์ ได้อย่างดี ฉากเปิดเรื่องกับการเปิดตัวร้ายประจำภาคอย่าง ปี่หาน หรือ ดูดซับซีโร่ นั้น เราลุ้นจนกระทั่งเกร็งไปหมดว่าพี่แกจะชั่วร้ายขนาดไหน เพราะเหตุว่าหนึ่งในเหยื่อที่หนังเปิดให้เชือดคือเด็กเล็กๆคนหนึ่งด้วย แต่ว่าน่าสนใจว่าถึงแม้หนังจะไม่แคร์เรื่องเรต แต่ว่าก็ยังอัดฉากชั่วร้ายๆแบบชวนอาเจียนเรียกตัวเกมมาน้อชูว่าที่คิด ทำให้มีความเป็นหนังต่อสู้ทั่วๆไป ที่นานๆคราวจะมีฉากโหดอ้วกพุ่งสักหนึ่งครั้งหนึ่ง

ซึ่งไอ้ความไร้มนุษยธรรมที่มาไม่ตลอดเพียงพอ ยังมีผลให้ภาพรวมหนังดูไกลห่างคนดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย เพราะเหตุว่าเสมือนผู้แสดง 2 กลุ่มยกพวกตีกันเอง แม้จะอ้างถึงว่ามีโลกเป็นพนัน แต่ทว่าพวกเราในฐานะผู้ชมดันไม่เคยรู้สึกความโหฬารอะไรแบบนั้นเลย เพราะเหตุว่าฉากที่ควรจะโหดใส่คนเดินเท้าไม่รู้เรื่องอิโหน่อิเหน่ให้มองเห็นความเหี้ยมของอาณาจักรที่ต้องการมายึดครองโลก มันกลับไม่มีใครเจ็บใครกันแน่ตายเลยนอกเหนือจากพวกนักแสดงหลัก

ที่ตรงนี้โชคร้ายแบบเดียวกัน เพราะว่าจะเสริมอารมณ์เรื่องได้อีกเยอะแยะแล้วก็ที่เซอร์ไพรส์มากยิ่งกว่าเป็น หนังมีความขบขันสอดแทรกอยู่เสมอ โดยเฉพาะนักแสดง เคโน นี่คงจะเรียกว่าตัวลักขโมยซีน แล้วก็นักแสดงที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องได้เลยตลอดครึ่งเรื่องแรก พวกมุกขำขันคำกล่าว หรือจังหวะแดนนรกนี่มาแบบเซียนมากๆดีหลายมุกนอกเหนือจากนี้มุกตลกโปกฮาชนิดเย้าแหย่ตัวเกมอย่าง

ล้อคำสะกด Kombat หรือท่ากระโจนที่ถูกเตะตัดขาแบบในเกมก็เรียกว่าเป็นมุกชั้นเยี่ยมที่ใครเล่นเกมมา คงจะได้หลายฮาอยู่แม้กระนั้นที่ไม่ดีก็มี เป็นหนังมีความฮาที่ไม่ตั้งใจเยอะเกินไป ซึ่งหากว่ากันตามภาษาเด็กๆก็เรียกว่ามีความเบียวอยู่ไม่น้อย ดังเช่นว่า การเต๊ะจุ๊ย หรือวางมาดกล่าวคำคม ที่นักแสดงโคตรมั่นใจว่าเท่แน่นอนแต่ผู้ชมจะมีความคิดว่าผิดที่ผิดทาง ทำอะไรของเธอฟระ ฯลฯ หรือบางฉากก็มีความฮาในตนเองอย่าง

ผู้แสดงบอกว่า ฉันไม่ใช่ศัตรูของพวกนายนะ แต่ก่อนพูดเพิ่งจะซัดลูกพลังใส่เพื่อนคุยไปหมาดๆทั้งที่เพิ่งเจอหน้ากัน หรืออีกฉากหนึ่ง ตัวละครพูดว่า ผมได้เก็บนักสู้เหล่านี้มาแล้ว ซึ่งจริงๆกรุ๊ปนักแสดงเดินทางมาตามหาที่ฝึกฝนวิชานี้กันเอง แล้วผู้แสดงทุกตัวก็ทำราวกับไม่มีอะไรผิดตรรกะเกิดขึ้น แต่ทว่าในหัวผู้ชมเป็น ขำไปแล้ว ว่าอะไรของคุณเอ็งฟระ ราวๆนี้ซึ่งในหนังยังมีฉากอย่างนี้อีกหลายฉาก

ที่ฮาสุดอาจจะเป็นการเดินแสดงมาแข็งทื่อๆของโคตรตัวร้ายของเรื่อง แบบละครเวทีเดินจากข้างหลังม่านเข้าฉากมา ทั้งที่ควรมาแบบพลังเท่ๆอะไรอย่างนั้น แล้วตัวร้ายนี่ก็แบบมั่นหน้าเดินมาเลยด้วย ว่าเราโคตรโก้เก๋ อืม น่ายำเกรงตรงไหนล่ะนั่นนอกจากนี้หลายฉากที่ควรเท่ได้อีก โก้เก๋ได้กว่านี้หนังก็เหมือนขาดเล็กๆน้อยๆตลอด แบบหลายฉากรู้สึกเสียดายแทนว่าเพิ่มอีกนิดคงจะสวยเลย โดยยิ่งไปกว่านั้นการเลือกจับคู่ผู้แสดงที่มาสู้กัน

เสียดายมากๆถ้าหากจับคู่ใหม่ดีๆคงจะพอดีกว่านี้มากไม่น้อยเลยทีเดียว แล้วเรื่องจะไม่พองตอนฝึกวิชา แล้วต้องไปรีบๆอัด ตัดทอนการต่อสู้สำคัญๆในตอนท้ายเสียหลายคู่เลย บางตัวละครยังโชว์ของไม่คุ้มเลย ตายซะแล้ว ตรงนี้รู้สึกว่าคนทำพลาดสุดแล้วมองดูแบบแฟนเกมไปแล้ว ทดลองถ้าดูในแง่ความเป็นหนังแอ็กชั่นต่อสู้ ก็จำต้องกล่าวว่าเนื้อเรื่องพอใช้ได้เลย แต่มันขาดความน่าดึงดูดใจไปนิด เทียบกับเหตุการณ์ที่เหล่านักสู้เดินทางไปชิงรางวัลโดยไม่รู้จุดหมายปลายทางโดยความเป็นจริง

รวมทั้งใช้ความเป็นทัวร์นาเมนต์แบบหนังกีฬาเสริมรสไป อย่างในปี 1995 ในหนังปี 2021 นี้มีเค้าเรื่องที่ใหญ่มากยิ่งกว่าแบบเดิมพันโลก แต่ว่าดันมีซับพลอตที่คนดูพอใจกว่าอย่างความแค้นคู่ระหว่าง ซับ-ซีโร่ และ สกอร์เปียน ซะงั้นเลยและก็หนังก็รีบขาดทุนเรื่องการขัดกันระหว่างสองโลกแต่มาแบบเล่าหนังสือกลางเล่มผู้ชมไม่ทันอินก็โดนบังคับอ่านต่อเลยแปลงเป็นความไม่ค่อยสนุกสนานเต็มอารมณ์นัก ผู้แทนสายตาผู้ชมอย่าง โคล ยัง

ก็ไม่ได้ทำหน้าที่พาผู้ชมไปรู้จักโลกของหนังได้ดีพอเพียง ดราก้อน เควสท์ ชน โรง เหตุผลหลายๆอย่างก็ออกจะแถๆจนทำลายความสมจริงไปเหมือนกันและแม้จะมีจุดให้ท้วงติงด้วยความเสียดายมากมาย ทว่าก็เห็นด้วยว่าหนังมีข้อดีลักษณะเด่นที่เพียงพอให้ไปรับดูอยู่ดีนั่นเอง เป็นหนังที่รู้สึกว่า เหมาะสมกับคะแนน 7/10 สูงที่สุดเรื่องหนึ่ง ไม่ดีมากมายแม้กระนั้นภาพงาม มุกฮามี แอ็กชั่นก็มากดี เรียกว่าเพลินพอใช้เลย

เอหิปัสสิโก : จงดูและพิเคราะห์สารคดีวัดธรรมกายนี้

โดย ก้อง ฤทธิ์ดีสารคดีเรื่องสำคัญของปีนี้กำลังจะเข้าฉายในโรงหนัง เอหิปัสสิโก (หรือชื่อภาษาอังกฤษ Come and See) ได้ผลงานของคนทำหนังสารคดีพลังสูง ณฐพล บุญประกอบ ข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้เป็นข่าวสารว่าหนังบางครั้งก็อาจจะถูกเซ็นเซอร์ เนื่องจากว่านี่เป็นหนังสายล่อฟ้าว่าด้วยเรื่องศาสนาพุทธ และไม่ใช่พุทธท้องถิ่นทั่วไป แม้กระนั้นเกิดเรื่องวัดพระธรรมกายอันมีชื่อเสียง (ฉาวโฉ่?) แต่ในที่สุดหลังจากลุ้นกันน่าดู

หนังผ่านคมกรรไกรข้างวัฒนธรรมมาได้ ผิดสั่งให้ตัด แถมยังพลิกโผได้เรท ท หรือทั่วไปที่ใครๆก็ดูได้ อารมณ์เหวี่ยงไปๆมาๆของผู้ตัดสินเซนเซอร์บางคนนี่เหลือกำลังจะจินตนาการจริงๆเอหิปัสสิโก เป็นสารคดีเรื่องวัดพระธรรมกาย โดยอิงเหตุการณ์ความยุ่งเหยิงเมื่อปี 2560 เมื่อคสช. (คณะรัฐประหารในตอนนั้น) ส่งทหารตำรวจสามพันกว่านายมาล้อมวัดเพื่อจับกุมตัวเจ้าอาวาส พระธัมมชโย ในคดีพัวพันการยักยอกเงินสหกรณ์ลำคลองจั่น

ฝ่ายเด็กวัดปริมาณเป็นพันก็ไม่ยอม รวมตัวกันปิดวัด สวดมนต์ ตั้งโล่มนุษย์ รวมทั้งกัดกันไม่ให้เจ้าหน้าที่บุกเข้ามาในรอบๆ เปลี่ยนเป็นวิกฤตการณ์ล้อมวัดใหญ่มหึมา กระทั่งภาพที่ออกมาราวกับหนังแอคชั่นผสมเหนือธรรมชาติ ในหม้อต้มที่เดือดปุดๆมีทั้งเรื่องศาสนา ความเชื่อ การบ้านการเมือง อุดมการณ์ การแย่งอำนาจ ความละโมบ อีโก้เก๋ การไม่ปล่อยวาง มีอีกทั้งข้างเมือง ฝ่ายพระ ฝ่ายคฤหัสถ์ ฝ่ายกองเชียร์ ข้างสื่อมวลชนที่ปั่นดราม่า ฯลฯ

ทุกอย่างผสมปนเปแล้วก็ทวีความแหลมคม จนถึงไม่น่าสนเท่ห์ใจว่าเพราะอะไรณฐพลถึงตัดสินใจจับกล้องถ่ายภาพไปถ่ายหนังเรื่องนี้เข้าใจว่าที่กองเซ็นเซอร์เกิดหวาดกับหนังในตอนแรก คงจะด้วยเหตุว่ากลัวว่านี่เป็นหนังเชียร์ธรรมกาย (แต่เชียร์อันอื่นได้ไม่ต้องกลัว?) อย่างที่ชื่อหนังบอกไว้ เอหิปัสสิโก แปลอย่างคร่าวๆว่า “ต้องเข้ามาดู” ชื่อภาษาอังกฤษ Come and See จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เป็นคำที่ในพระหนังสือไบเบิ้ลก็มี

แล้วก็แปลในบริบทคล้ายกันว่า พวกท่านควรเดินเข้ามาดูเองเถอะ ว่าอะไรเป็นอะไร อย่าด่วนวินิจฉัยจากด้านนอก หนังก็เลยเชิญในพวกเรามองสิ่งที่เกิดขึ้นและตกลงใจเองว่ากรณีวัดพระธรรมกายนี้เราจะคิดหรือเชื่อคนใดกันแน่ จะเชื่อแบบเดิมตามรสนิยมหรืออคติ หรือจะลองเปลี่ยนใจมองว่าทุกสิ่งไม่ใช่ขาว-ดำชัดเจนเสมอไป ณฐพลทำสิ่งที่ยากมากมายได้สำเร็จพอสมควร คือการวางกล้องถ่ายรูปรวมทั้งวางจุดยืนที่ “เป็นกลาง” (ฟังมองแสลง แต่ว่าในกรณีนี้เป็นคำที่จำเป็นจะต้อง) ไม่เชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

รวมทั้งให้พื้นที่แล้วก็เวลาเพื่อทุกคนจะได้บอกเรื่องจากมุมมองของตัวเอง แต่ในเวลาเดียวกัน หนังก็ไม่ได้จืดชืด ไม่ได้แบนไร้มิติ ไม่ทื่อ กล่าวอีกอย่างว่า นี่ไม่ใช่แค่ภาพข่าว หรือภาพการสัมภาษณ์คนเอามาเรียงกัน แต่ใช้กรรมวิธีการของสารคดีร่วมยุคที่มีลูกล่อลูกชน มีการวางจังหวะคำบอกเล่าและแอคชั่นให้น่าติดตาม ใช้ความเข้มข้นของคำบอกเล่ารวมทั้งเนื้อหาเพื่อไต่ระดับความดราม่าของเหตุการณ์

ที่ผู้เขียนรู้สึกว่าน่าสนใจที่สุด

ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างข้างรัฐกับข้างศิษย์วัด เพราะว่าเรามองเห็นฉากนั้นมามากพอควรในรายงานข่าว แต่ว่าสิ่งที่ทำให้พวกเรามองเห็นมิติการต่อสู้ในคราวนี้ คือการสัมภาษณ์ลูกศิษย์วัดพระธรรมกายคนจำนวนไม่น้อย โดยยิ่งไปกว่านั้นสายแข็งทั้งหลาย ที่ทุ่มเทเวลาและก็ทุนทรัพย์ “ทำบุญทำกุศล” เพื่อสร้างวัด สำหรับผู้ไม่ศรัทธานิกายนี้ คนพวกนี้สุ่มเสี่ยงจะแปลงเป็นตัวตลก หรือตัวประหลาดได้ง่ายๆแม้กระนั้นหนังใจมีเมตตากรุณาพอที่จะยอมรับฟังและไม่ด่วนตัดสินความประพฤติปฏิบัติของพวกเขา ยอมฟังเหตุผลโดย

ไม่อวยแต่ว่าก็ไม่หยาม ปลดปล่อยให้ผู้ชมเลือกเอาเองว่าสิ่งที่ได้ฟังมีเหตุมีผลหรือไม่ ในทางตรงกันข้าม บทสัมภาษณ์กับนิวชาการศาสนา และก็อดีตกาลศิษย์วัดที่ไม่ซื่อตรงมาโจมตีพระธัมมชโย ก็รุนแรงรวมทั้งสร้างเหตุผลถกเถียงที่มีน้ำหนักมากมายเช่นเดียวกัน ดราก้อน เควสท์ ชน โรง การตัดสลับและแบ่งเวลาให้หลายความคิดได้มีพื้นที่พอๆกันในหนัง โดยยังคงเส้นเรื่องของความไม่ถูกกันระดับใหญ่เอาไว้ด้วย เป็นงานฝีมือที่ไม่ง่าย แล้วก็จะต้องชมว่าณฐพลตัดต่อภาพยนตร์ออกมาได้ดีทีเดียวปกติแล้วหนังสารคดีไทยมักไม่ค่อยสะอาดกับงานถ่ายรูป

แต่ว่าณฐพลใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่า หลุดโลก ของวัดพระธรรมกายได้เต็มกำลัง อีกทั้งจานบิน อีกทั้งโถง และทั้งยังการรวมตัวของสานุศิษย์ที่วิจิตรตระการตาเช่นเดียวกันกับกองทัพ การใช้จังหวะภาพที่ไม่เร่งรีบในบางช่วง สร้างสภาพการณ์ลื่นไหลที่เบาๆเร่งเร้าขึ้นเมื่อหนังสลับไปใช้ฟุตเทจข่าว ที่แสดงการเผชิญหน้าและก็ความร้ายแรงเอหิปัสสิโก ทำให้เห็นว่า งานสารคดีที่ทำอย่างมีคุณภาพสามารถเพิ่มช่องว่างที่เว้นไว้โดยรายงานข่าวสาร

หรืองานสื่อสารมวลชนอื่น เพราะเหตุว่ารายงานข่าวไม่สามารถให้มุมมองครบทุกมุมภายในเวลา 5-10 นาที ไม่สามารถที่จะพิถีพิถันกับงานภาพหรือตัดต่อ และไม่สามารถเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้คิดหนักไปพร้อมๆกับภาพและเสียงที่ได้ชม แต่งานสารคดีปริมาณยาวดังเช่นว่าหัวข้อนี้ทำเป็น อีกทั้งเวลาการถ่ายทำที่ยาวกว่า (ระยะเวลาที่ณฐพลใช้เกินกว่าหนึ่งปี) การตามหาผู้ที่มีความคิดมากมายมาสัมภาษณ์ รวมทั้งการวางพล็อตเรื่องที่ละเอียดซับซ้อนเพื่อรายละเอียดใส่รับ

ขัดแย้ง และก็ปะทะสังสรรค์อย่างมีความหมายหนังอย่างเอหิปัสสิโก ควรถูกฉายโดยไม่ต้องไปกังวลเรื่องการโดนห้ามใดๆก็ตามในประเทศปกติธรรมดามีหนังแบบงี้ล้นหลาม – หนังที่เอ่ยถึงประเด็นอ่อนไหวร่วมสมัย หนังที่มีคนภายในหนังพูดวิจารณ์เมือง วิจารณ์ศาสนา วิจารณ์อำนาจ แม้กระนั้นเป็นการวิภาควิจารณ์อย่างมีสติสัมปชัญญะ

ไม่คลุ้มคลั่ง ไม่ไร้เหตุผล – การที่หนังต้องมากังวล (ในตอนแรก) ว่าจะได้ฉายหรือเปล่า จะโดนตัดหรือเปล่า เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ เพราะการดูและการคิดทบทวนด้วยจิต เป็นสิทธิเบื้องต้นแล้วก็เป็นธรรมะอย่างหนึ่ง สุดท้ายแล้ว ไม่เฉพาะแต่ศาสนาเท่านั้นที่ยังให้กำเนิดปัญญา แม้กระนั้นภาพยนตร์ก็เป็นแสงสว่างที่ยังให้เกิดสติปัญญาได้เหมือนกัน

กลับสู่หน้าหลัก https://moonbigpapi.com/